พอถึงสี่ทุ่ม งานเลี้ยงก็เหลือเพียงในครัวกับปลายระเบียงที่เย็นยะเยือก ส่วนเปียโนในห้องด้านหน้ายืนอยู่อย่างถูกลืม ฝาเปียโนเปิดอยู่เหมือนปากที่ถูกทิ้งไว้กลางประโยค
เธอเดินเข้าไปหามันเหมือนที่เคยทำเมื่อสิบห้าปีก่อน โดยไม่ทันได้ตัดสินใจจริง ๆ แล้วนั่งลง มือทั้งสองข้างพบตำแหน่งเสียงสูงก่อนที่ส่วนอื่นของเธอจะยินยอมด้วยซ้ำ
เขาปรากฏตัวที่ประตูพร้อมแก้วสองใบที่ลืมยื่นให้ใคร และเธอไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเขากำลังยิ้ม เธอได้ยินมันจากลักษณะเฉพาะของความเงียบของเขา
"เธอยังจำท่อนของตัวเองได้อยู่นะ" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม เขาวางแก้วไว้ที่ขอบเปียโนเพราะไม่มีที่อื่นให้วาง แล้วก็ไม่มีที่อื่นสำหรับตัวเขาเองเช่นกัน นอกจากม้านั่งข้างเธอ
เขารับหน้าที่กุญแจเสียงเบสอย่างที่เคยทำเสมอ ช้ากว่าจังหวะไปครึ่งจังหวะ แก้ไขตัวเองให้เข้ากับจังหวะของเธอ และม้านั่งตัวนั้น—ที่สร้างมาสำหรับคนเดียวแต่ยอมแบ่งที่ให้อย่างสุภาพ—ทำให้เข่าของเขาแนบชิดกับเข่าของเธอ
ครั้งแรกทั้งสองพลาดจังหวะเข้า และหัวเราะกันในความเงียบเฉพาะแบบที่เสียงหัวเราะได้รับในห้องว่างเปล่า แล้วเริ่มใหม่ และครั้งนี้พวกเขาพบมัน
ตรงจุดที่สองท่อนไขว้กัน ห้องที่สิบเอ็ด เสมอเป็นห้องที่สิบเอ็ด มือของเขาสอดผ่านใต้มือเธอเพื่อไปแตะโน้ตต่ำ และค้างอยู่นานกว่าที่ดนตรีต้องการไปครึ่งวินาที ข้อมือของเธอเสียดสีกับข้อนิ้วของเขา ไม่มีใครในสองคนพลาดจังหวะ และทั้งคู่ต่างบันทึกไว้อย่างแม่นยำว่าจังหวะนั้นมีราคาเท่าไร
เมื่อถึงหน้าที่สอง ไหล่ของเขาพบไหล่ของเธอและค้างอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ อุ่นผ่านผ้าฝ้ายบางสองชั้น และเธอปล่อยให้การเอื้อนทำนองใต้มือเธอค่อย ๆ นุ่มและช้าลง เพราะการเร่งรีบจะทำให้มันจบเร็วขึ้นเท่านั้น
ไม่มีใครยืดตัวตรงขึ้นเมื่อคอร์ดสุดท้ายเงียบลงใต้แป้นเหยียบ มือของเขาออกจากดนตรีมากกว่าออกจากแป้นคีย์ แล้วมาวางพักอยู่บนมือของเธอแทน และห้องนั้นเหลือเพียงเสียงที่สายเปียโนสร้างขึ้นหลังโน้ตจางหายไป—เสียงที่ไม่ได้ถูกเคาะ เพียงแต่ถูกปล่อยให้เกิดขึ้น
"เราน่าจะเล่นมันจนจบตั้งหลายปีก่อนแล้ว" เธอพูด หมายถึงเพลงนั้น และหมายถึงอีกหลายอย่างที่คืนนี้เธอก็จะยังไม่ตั้งชื่อมันเหมือนกัน เขาหันหน้าไปทางเธอเพียงครึ่งนิ้วเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ใกล้กว่าบทสนทนา และไม่ได้ค้านเธอเลย
